โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์

#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ต­อบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธ­อ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล­้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การสำเร็จมรรคผล#ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่สําเร็จด้วยใจ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้ กระทู้คำถาม ศาสนาพุทธ ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่ ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้ และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะว่า "ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..." ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก "ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้" "นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..." หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลย เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้ ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้ "ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า "สัญญา" ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้ พระพุทธเจ้าท่านพูดถึง สัญญา หรือความจำนี้ ว่าไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม พอตายแล้วเกิดใหม่ เราก็จำไม่ได้อยู่ดี และถ้าเราเป็นคนเลวในอนาคต ก็ต้องรับกรรมด้วยการไปเกิดในอบาย

การบรรลุมรรคผลนิพพาน#ธรรมไม่เนิ่นช้า#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม​...