สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย

สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย#การบรรลุมรรคผล#จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด#เราไม่พัก เราไม่เพียร เราข้ามโอฆะได้แล้ว #วันใดที่จิตมันเดินปัญญาแก่รอบถึงขนาดนี้แล้ว #จิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองนะ #ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า#เลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#ทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#เราฝึกไปจนกระทั่งใจเข้าสู่ความเป็นกลางเป็นกลางและบุญบารมีทั้งหลายเราก็สะสมของเราไป#เวลาวัดการปฏิบัตินะว่าดีหรือไม่นี่เราไม่ได้วัดเป็นรายวันเราจะวัดคล้ายคล้าย เกรดเฉลี่ยเกรดเฉลี่ย#คือจิตใจของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยเรื่อย #จิตใจที่เข้มแข็งเติบโตขึ้นมาเนี่ยเมื่อมันมีบารมีมากขึ้นนะ#มันสะสมมาจากการสร้างความดีนานาชนิดนะเป็นพลังของจิต #บางคนเจริญสติอย่างเดียวนะความดีอื่นไม่เอาเลย#เจริญสติเจริญปัญญาอย่างเดียวเรื่องอื่นไม่เอาเลยนะ#เรื่องศีลเรื่องอะไรไม่เอาทั้งนั้นเลยพวกนี้จิตไม่มีพลัง #อย่างมีสมาธิบางคนก็ทำสมาธิเจริญปัญญา ศีลไม่รักษา #จิตจะไม่มีพลัง และพลังของจิตตัวนี้มันเป็นมวลรวม #เป็นพลังรวมจากความดีทุกทุกอย่าง #ที่สะสมไว้ เรียกว่าบารมีต่างๆพอสะสมบารมีต่างๆมากพอแล้ว #จิตจะเกิดพลังที่จะก้าวกระโดด จะเกิดเปลี่ยนเรียกว่าเปลี่ยนโคตรเปลี่ยนตระกูลได้ #พวกเราตอนนี้เรามีอยู่ในตระกูลเดียวกันทั้งหมดนะ#คือตระกูลปุถุชนเป็นปุถุชน #เมื่อจิตมันมีบุญบารมีมากพอ มีพลังมากพอ เจริญสติเจริญปัญญา #มากพอมันจะก้าวกระโดดเปลี่ยนตระกูลไป #ไปอยู่ในตระกูลของโลกุตตระ ตระกูลของพระอริยะ #เราจะรู้สึกเลยว่าเรามีพ่อมีแม่ที่แท้จริงนะ #พ่อแม่ของเราในชาตินี้ก็จริงนะเป็นพ่อแม่จริง #แต่เป็นในชาตินี้แต่พ่อแม่ของเราในสังสารวัฏ นี้ คือ #พระพุทธเจ้า เราจะรู้สึกว่า เรารู้แล้วล่ะว่า พ่อแม่ของเราคือใคร #พี่น้องของเราคือใคร มันจะรู้สึกอย่างนั้น #เรารู้แล้วว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน เพราะเราหลงออกมาจากบ้าน #คล้ายคล้ายอย่างนั้นนะ คล้ายคล้ายเด็กหลงทาง #เราเป็นเด็กหลงทาง เด็กบางคนหลงทางมานาน #จนไม่รู้ว่าตัวเองมีบ้านอยู่ พวกเรานี่คือเด็กที่หลงทางมานาน #เราไม่รู้ว่าเรามีบ้านที่แท้จริง เราก็ไม่คิดที่จะกลับ นี้ #พระพุทธเจ้าเมตตากรุณา สูงนะ #ท่านอุตส่าประกาศธรรมะออกมา ลำบากขันท์มากเลยนะ #ในการประกาศธรรมะ คล้าย คล้าย สอนวัว สอนควาย ให้ขึ้นต้นไม้นะ ไม่ใช่ง่ายๆนะ #สอนให้คนละกิเลส ดีไม่ดีมันก็แว้งเอานะ มันโกรธเอา #ท่านอุตส่าทำ ท่านก็ชี้ทางให้เรา พอเราเริ่มเดินไป เดินไป #ถึงจุดที่เรารู้ความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี รูปธรรม นามธรรม มีอยู่ แต่ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ตัวเรา #การกระทำ นะ มีอยู่แต่ไม่มีผู้กระทำ ใจมันอย่างนี้ #มันรู้จักความจริงของธรรมะละ #มันล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน#ล้างความเห็นผิดในเรื่องวิธีปฏิบัติ #ไม่งมงาย #หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ใจได้พระโสดา #เป็นพระโสดาบัน คล้ายเด็กหลงทาง #ที่รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน #รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร รู้ว่าพี่น้องเรามี #คือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย #แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น #ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ ไม่คลอนแคลน ละ #เราก็ขยันภาวนา ไปเรื่อย บางคนก็ใช้เวลานานหน่อย #อินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา 7 ชาติ 7 ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว ภาวนาไปเรื่อย เรื่อย #สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน ถึงบ้านแล้วโฮ้ย #หาบ้านแทบตาย บ้านอยู่ที่นี่เอง หาซะรอบจักรวาล #อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง #จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปล่อยวาง2+19+20ธรรมะก่อนนอน ธรรมะสอนใจธรรมะเตือนสติได้ข้อคิดดีมากๆฟังแล้... #พอจิตดวงเก่ามันดับไป #จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป#มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา#ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ #คาบลูกคาบดอก#ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ #ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน #ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน #ต้องแยกให้ออก#มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ#ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว #ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต#การเข้ามรรค ไม่ยากนัก #โดยเฉพาะโสดาปัตติมรรค จริงๆ การเข้าโสดาเป็นแค่การเริ่มประจักษ์แจ้งว่าสิ่งทั้งปวงไม่เป็นตนจริง ๆ ต้องเรียกว่าดับสักกายทิฏฐิ #สักกายทิฏฐิคือมีทัศนคติ หรือมีความเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นตน สิ่งนี้เป็นตน นั่นคือสักกายทิฏฐิเป็นเรื่องของความคิดเห็นในทัศนคติ แต่ถ้าดับความคิดเห็นตัวนี้ได้สนิทแน่นอน ไม่มีวันกำเริบอีก #บรรลุธรรมแล้ว ทันทีที่ดับได้หนึ่งตัว ดับตัวนี้ได้แน่นอน เข้ามรรค ถ้าจะเข้าผล ก็จะต้องละวิจิกิจฉา #ความลังเลสงสัยในความบริสุทธิ์ ในพระนิพพาน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ #พอละความลังเลสงสัยได้ ศรัทธาจะเต็ม ศรัทธาจะเต็มเปี่ยมมาก พอศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้วเอาศรัทธานี่แหละมา #calibrate วิถีชีวิตของเราให้อยู่ในครรลองธรรม #ทันทีที่ได้สองตัวนี้ต่อเนื่องมาอีก ก็เข้าผล #เป็นโสดาปัตติผล ทีนี้ในทุกขั้นตอน #โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนแรกของการเกิดมรรค #กับขั้นตอนของผล ทั้ง 3 ทั้ง 4 คือ#โสดา #สกทา #อนาคา #อรหัตผล #จะไม่ใช่เฉพาะการ transform #ทางจิตใจเท่านั้น #จะมีการปรับเปลี่ยนทางร่างกายขนานใหญ่ด้วย #เมื่อเรา transform ไปสู่มรรคก็ดี หรือ transform ไปสู่ผลก็ดี #จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ #จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่ #บางคนอาจจะถ่ายออกมามาก อย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด #มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด บางคน#มีอาการระเบิดอยู่ภายใน #คือสิ่งที่เราอัดอั้นสะสมไว้ มันถูกทลายออกไป สะสมไว้เป็นอะไร เป็นอารมณ์ เป็นตัวตน ซึ่งมันไม่ได้มีอยู่จริงพวกนี้ เป็นแค่เราไปยึด ๆ ยึด ๆ รวม ๆ #กันไว้มันเลยเป็นกลุ่มก้อนความรู้สึก #แล้วสิ่งเหล่านี้มันถูกระเบิดออกไป หรือทำให้มันขาดไป #พอสิ่งเหล่านี้ขาดไป หรือสลายไป มันก็#เลยมีผลกระทบไปที่ #ร่างกาย เพราะกายนี้เป็นไปตามอำนาจใจ

การสำเร็จมรรคผล#ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่สําเร็จด้วยใจ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้ กระทู้คำถาม ศาสนาพุทธ ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่ ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้ และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะว่า "ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..." ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก "ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้" "นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..." หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลย เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้ ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้ "ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า "สัญญา" ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้ พระพุทธเจ้าท่านพูดถึง สัญญา หรือความจำนี้ ว่าไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม พอตายแล้วเกิดใหม่ เราก็จำไม่ได้อยู่ดี และถ้าเราเป็นคนเลวในอนาคต ก็ต้องรับกรรมด้วยการไปเกิดในอบาย