การเกิดอริยมรรค
#ตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว #ท่านสอนบอกว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ #เป็นทุกข์ล้วนๆนะ ไม่ใช่ทุกข์บ้าง สุขบ้าง #กราบขอบพระคุณ และอนุโมทนา ท่านอาจารย์ มากครับที่กรุณา ให้โอกาส
#บุคคลรู้แจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว #จากผู้ใด พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น.#ผู้สละโลกและพระอานนท์พระพุทธอนุชา #เป็นผลของของท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ ผลงานของ #ให้เสียงบรรยายโดย #ท่านมนัส ทองเพชรนิล #ในความอุปถัมภ์ของ พระราชพิพัฒนาทร ถาวร จิตตถาวโร
#จุดสุดท้ายที่พวกเราจะภาวนาได้นะ ก็คือ #ภาวนาจนกระทั่งจิตเป็นกลางด้วยปัญญา #เป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างเลย ##กุศลอกุศล #เกิดแล้วดับๆ #ดูไปวันนึงจิตมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ #จิตจะเป็นกลาง
#จิตเป็นกลางตัวนี้เรียกว่าจิตมีสังขารุเบกขาญาณ #ญาณแปลว่าปัญญา #สังขารุเบกขา ก็คือ มีอุเบกขาต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสุขทั้งทุกข์
#จิตที่เดินมาถึงสังขารุเบกขาญาณเนี่ย#จะมีรอยแยกสองทาง #มีทางแยก #ทางที่หนึ่งนะ
#พวกเห็นภัยในสังสารวัฏ #พวกนี้จะพลิกไปสู่การเกิดมรรคผล #พวกที่สองนะ #เกิดความกรุณาสงสารสัตว์โลก #จิตจะพลิกไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ #มีพลิกไปได้สองทาง #แล้วพวกที่เป็นโพธิสัตว์ #ที่เข้ามาถึงตรงนี้ได้นะ #ถ้าไปเจอพระพุทธเจ้าเนี่ย #อาจจะได้รับพยากรณ์ว่าอีก #16อสงไขยแสนมหากัปป์จะได้เป็นพระพุทธเจ้า#พระองค์หนึ่ง อีกนาน#โลกแตกหลายรอบ
#ทางสายเดียวที่ถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น #เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลาย
ชั่วคราวทั้งหมด ตรงนี้แหละ ใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง
ตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่า สังขารุเบกขาญาน จิตมีปัญญานะ
#เป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลาย สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลายนี่
#จิตเป็นกลางหมดเลย เพราะอะไร เพราะปัญญา
#ไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะ
#กำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญา
#ถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลย
#ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย
โลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย กุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป
#ถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะ จิตมันยอมรับความจริงว่า
#สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริง
#ความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจ จิตมันจะเป็นกลาง
ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ #นี่คือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล
#พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่อ
#อย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น
#อยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ
#ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อ
#มีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ
#ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ
สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์#ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก
#พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์
#ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ
#ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์
#แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้
ตอบกลับ
@user-xb1me1xu1j
@user-xb1me1xu1j
1 เดือนที่ผ่านมา
การเกิดอริยมรรค#ทางอริยมรรค #การเกิดมรรคผล #ธรรมาภิสมัย
ตอบกลับ
@pornpimontungmepol8144
@pornpimontungmepol8144
2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
#ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย
#นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา
#ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง
#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน
ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา
#ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #วลาพระศาสนาเสื่อมลง
#พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง.
#พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว
#รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น.
#ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.
#ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้.
#เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก
#เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น
#เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป.
#พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป.
#ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น
#เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า
#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์
#จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า
#อันตรธานแต่งพระธาตุ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น