รู้แจ้งในจิตจึงจะปล่อยวางจิต :: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 มีนาคม 2566 ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาวันที่ 4 มีนาคม 2566 สามารถคลิกลิงค์เพื่อชมพระธรรมเทศนาในวันดังกล่าวได้ที่ • สิ่งที่เรียกว่าทุ... กิเลสตัวสุดท้าย คือตัวอวิชชา คือความรู้แจ้งแทงตลอด เราเรียนรู้กายแล้ว เราเห็นแล้วกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในขั้นของพระอนาคามี หมดความยึดถือกายแล้ว ในขั้นของจิตก็จะเห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน ก็จะปล่อยวางจิต บางท่านเห็นจิตไม่เที่ยง ก็หลุดพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เรียกอนิมิตตวิโมกข์ ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีเครื่องสังเกต เพราะอะไร ทุกอย่างเกิดแล้วดับหมด บางท่านบรรลุพระอรหันต์ ด้วยการเห็นทุกข์ ทุกขตา เรียกว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ เห็นจิตเองก็ถูกบีบคั้น เวลาที่เห็นจิตถูกบีบคั้น ไม่ใช่จิตต้องกระทบอารมณ์ใด ๆ เลย ตัวจิตเองนั่นล่ะทุกข์อยู่โดยตัวของมันเอง มันถูกบีบคั้นอยู่ในตัวของมันเอง ที่ว่าทุกข์ ๆ ในโลก มาเทียบกับทุกข์ของจิต เทียบกันไม่ติดเลย ตัวจิตผู้รู้ที่ว่าเป็นตัวดีตัววิเศษนั้น เอาเข้าขั้นสุดท้าย มันจะแสดงธรรมะให้ดู มันจะทุกข์ ทุกข์เหมือนภูเขาลูกใหญ่ ๆ ลงมาบด ไม่ใช่มาทับ มาบด บดขยี้ลงไปที่จิตนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก โอ๊ย มันทุกข์จนไม่มีอะไรจะทุกข์เสมอ จนกระทั่งยอมปล่อยวางจิต ไม่อย่างนั้นไม่ยอม พวกที่ต้องเห็นทุกข์ของจิตอย่างรุนแรงนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกทรงฌานสมาบัติ พวกนี้จิตมีความสุขมาก เวลาที่อินทรีย์แก่กล้า บารมีแก่กล้าพอแล้ว ต้องเห็นจิตมันเป็นทุกข์ ถึงจะยอมวาง พวกนี้หลุดพ้นด้วย อัปปณิหิตวิโมกข์ พวกนี้ส่วนใหญ่ก็คือพวกทรงฌาน อีกพวกหนึ่งท่านบรรลุด้วยสุญญตวิโมกข์ เห็นจิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เอาไว้ทำไม ขว้างทิ้งเลย โยนทิ้งเลย ตรงนี้ก็เรียกว่าท่านมีศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาบริบูรณ์ ปัญญาบริบูรณ์ก็ปล่อยแล้ว ถ้ายังสงวนรักษาจิต ยังถนอมรักษาจิตอยู่ งานยังไม่จบหรอก แล้วเรา มันเกินภูมิของเราจะรู้ เพียงแต่ว่าสำรวมระวังไว้นิดหนึ่ง เวลาเขาโฆษณาว่าใครบรรลุพระอรหันต์ เฉย ๆ อย่าแตกตื่น ใช้หลักที่พระพุทธเจ้าบอก ไม่อนุโมทนา แล้วก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเรายังไม่รู้ วางใจเป็นกลางก่อน ถ้าเชื่อเลยก็โง่ ถ้าไม่เชื่อเลยก็ดื้อด้านไป อาจจะไปเจอของจริง เดี๋ยวจะซวย จะลำบาก ฉะนั้นเฉย ๆ เป็นกลาง แขวนไว้ก่อน เราไม่รู้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การสำเร็จมรรคผล#ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่สําเร็จด้วยใจ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้ กระทู้คำถาม ศาสนาพุทธ ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่ ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้ และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะว่า "ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..." ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก "ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้" "นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..." หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลย เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้ ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้ "ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า "สัญญา" ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้ พระพุทธเจ้าท่านพูดถึง สัญญา หรือความจำนี้ ว่าไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม พอตายแล้วเกิดใหม่ เราก็จำไม่ได้อยู่ดี และถ้าเราเป็นคนเลวในอนาคต ก็ต้องรับกรรมด้วยการไปเกิดในอบาย

การบรรลุมรรคผลนิพพาน#ธรรมไม่เนิ่นช้า#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม​...