ประตูของการบรรลุมรรคผล :: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 ตุลาคม 2564

TH ข้ามการนำทาง #ดูก่อนสุทัตตะ 9+ รูปโปรไฟล์ 2:54 / 7:07 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น#ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคงแม้ต้นไม้ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้ติดตาม 15 คน ติดตาม 9 แชร์ การดู 105 ครั้ง 10 เดือนที่ผ่านมา ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น #ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคง# แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้วมันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน … ความคิดเห็น 39 รายการ ประตูพระนิพพาน เพิ่มความคิดเห็น... ประตูพระนิพพาน ประตูพระนิพพาน 0 วินาทีที่ผ่านมา #การเกิดครั้งสุดท้าย#กายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ#จิตนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ#คือมันจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลกไป#ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น #พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา #พญานกดุเหว่าขาวเป็นพระอุทายี #พญาแร้งเป็นพระอานนท์ #นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร #บริษัททั้งหลายเป็นพุทธบริษัท #เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล #ปุถุชนเหล่าใดมีจิตกำหนัดเข้าไปส้องเสพหญิ­­งเหล่านั้น#ปุถุชนเหล่านั้นย่อมยังสงสารอันน่ากลัวให้เจริญ#ย่อมก่อภพใหม่ขึ้นอีก#เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย #เราสลัดตนจากกามทั­้งปวง#เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว ลกุตระ หมายถึงภาวะที่หลุดพ้นแล้วจากโลกิยะ ไม่เกี่ยวข้องกับกาม ตัณหา ทิฏฐิ อวิชชาอีกต่อไป ได้แก่ธรรม 9 ประการซึ่งเรียกว่า นวโลกุตรธรรม หรือ โลกุตรธรรม 9 ตอบกลับ ประตูพระนิพพาน ประตูพระนิพพาน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา #การตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง#ผู้ถึงได้ก็ไม่พูดแล้วไม่พูดว่าเขารู้อะไร #เพราะสิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด #คำสอนของพุทธะทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ข้อนี้เพียงข้อเดียว คือพาพวกเราข้ามขึ้นให้พ้นเสียจากภูมิแห่งความคิด #บัดนี้ถ้ารีดความคิดหรือหยุดความคิดของเราได้สำเร็จแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยธรรมทั้งหลายที่พุทธะได้สอนไว้ #มันหมายถึงสามารถปฏิบัติจนหยุดคิดของความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ เสียได้ ไม่มีอะไรสามารถปรุงให้จิตคิดไปตามอำนาจกิเลสตัณหาได้อีกต่อไป เป็นจิตที่ว่างจากสิ่งปรุงแต่งและความคิดทั้งปวง นั่นแหละเป็นตัวธรรม หรือพุทธะ #หรือธรรมชาติเดิมแท้อยู่ในความเป็นเช่นนั้นเพราะเรานั้น #ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว #คำพูดของมนุษย์ไม่สามารถหว่านล้อมหรือเปิดเผยมันได้ #ความตรัสรู้คือความไม่มีอะไรให้ระลึกถึง#ผู้ถึงได้ก็ไม่พูดแล้ว #ไม่พูดว่าเขารู้อะไร# เพราะสิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ตอบกลับ ประตูพระนิพพาน ประตูพระนิพพาน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา #ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย #นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา #ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #เวลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. #พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว #รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. #ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. #ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ ตอบกลับ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา #ดูก่อนสุทัตตะ !#เมื่อรากยังมั่นคงแม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว #มันยังสามารถขึ้นได้อีก #ฉันเดียวกันเมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต #ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นได้บ่อยๆ “ #สุทัตตะเอยน้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม #ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏนี้มีจำนวนมากเหลือคณา #สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านี้เท่านั้น #กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า #ถ้านำมากองรวมกันมิให้กระจัดกระจายคงจะสูงเท่าภูเขา #บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่สักนิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย #ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูกแห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า #เป็นที่น่าสังเวชสลดใจอย่างยิ่งทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก #เขานอนบนกองกระดูกนั่งบนกองกระดูก #สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น ”#บางครั้งพระพุทธเจ้าตอนท่านอายุเยอะขึ้นแล้ว #ท่านแสดงธรรมเช้าตั้งแต่เช้ามามีธุระตลอดเลย #ตอนค่ำๆต้องแสดงธรรมให้พระฟังอีก#ตอนเย็นๆแสดงให้โยมฟัง #เขาทำงานเสร็จแล้วเขาก็เข้ามาวัดมาฟังธรรม#ตอนค่ำๆท่านก็ต้องเทศน์ให้พระฟังอีก#แล้วตอนดึกๆคนอื่นนอนแล้ว #พวกเทพก็จะมาไม่ใช่เรื่องประหลาด #พวกเทพที่จะมาฟังธรรมจะมาตอนดึกๆบางทีท่านนอนอยู่หรือท่านภาวนาอยู่ #บางทีท่านหลับอยู่เขาจะมาท่านก็จะตื่น #จิตท่านจะตื่นกายท่านจะตื่นหรือเปล่าไม่รู้แต่จิตนั้นแสดงธรรมได้#ท่านเหนื่อยมากตั้งแต่เช้าเช้ามืดทำงานตลอด #เพราะเป็นพระพุทธเจ้าเช้ามืดขึ้นมาท่านจะพิจารณาแล้ว#วันนี้ท่านจะไปสอนใครจะสอนที่ไหนจะสอนอย่างไรสอนแล้วจะได้ผลอย่างไร#ท่านจะพิจารณาก่อนตอนออกไปบิณฑบาต #ท่านก็จะแวะไปสำนักโน้นสำนักนี้ไปคุยกับปริพาชกคนนี้ไปคุยกับฤๅษีคนนี้#หรือแวะไปโปรดฆราวาสญาติโยมอย่างบางคนไปอาบน้ำในแม่น้ำอยู่ พระพุทธเจ้าก็ไปโปรด#คือท่านพิจารณาตั้งแต่เช้ามืดเลย#ในขณะที่พวกเรายังนอนไม่ตื่นพระพุทธเจ้าทำงานแล้ว#ไปสงเคราะห์ว่าวันนี้ควรจะไปสงเคราะห์ใคร#บางคนยังไม่ควรจะได้ธรรมะตอนนี้หมายถึงอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า #ท่านไปให้โอกาสเขาได้ทำทานเป็นการทำประโยชน์ #กลับมาท่านฉันอะไรอย่างนี้หลังจากนั้นก็รับแขกแล้ว #เดี๋ยวคนโน้นมาคนนี้มาตกเย็นๆญาติโยมก็เข้าวัดเยอะแยะ #ถัดจากนั้นก็สอนพระตรงที่สอนพระบางทีท่านเหนื่อยมากแล้ว #ร่างกายถึงท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าจิตท่านจะวิเศษวิโสแค่ไหน#แต่ร่างกายท่านมันก็คือธาตุขันธ์แบบเดียวกับพวกเรานี้ไม่ได้ต่างกันหรอก#มันก็แก่ได้เจ็บได้ตายได้เหมือนกันฉะนั้นท่านเหนื่อยท่านก็จะใช้สาวก#เอ้าองค์นี้แสดงธรรมให้ทีท่านจะพักผ่อนแล้ว#ท่านจะต้องเอนหลังอะไรอย่างนี้ก็ลงไปนอนพักข้างๆ#พระสารีบุตรบ้างองค์โน้นองค์นี้ก็แสดงธรรมไป#พอแสดงธรรมจบแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ลุกขึ้นมาบอกว่าแสดงได้ดี #ถ้าให้ท่านเทศน์ท่านก็เทศน์อย่างนี้ล่ะหรือบางวันท่านเห็นว่าท่านมีสาวกที่เก่งๆมาอยู่ด้วย #อย่างมีพระมหากัจจายนะมาอยู่ด้วยอย่างนี้ท่านก็แสดงธรรมย่อๆพูดไม่กี่คำ #บอกว่าวันนี้เราเหนื่อยแล้วจะพักแล้วท่านก็พักเข้ากุฏิท่านเลยพระอื่นๆก็ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ#ยังไม่จุใจอะไรอย่างนี้ไปถามพระมหากัจจายนะ#ท่านก็ขยายความให้ฟังแจกแจงธรรมะให้ฟังเห็นไหมสาวกสอนไม่ใช่เรื่องธรรมดา#อย่าดูถูกโง่มากๆเลยที่ดูถูกพระสาวก พระสาวกสอนพระสาวกบรรลุพระอรหันต์อะไรต่ออะไร#มีเยอะแยะหรือบรรลุโสดาบันพระสารีบุตรเก่งในการสอนพระสอนโยม ให้บรรลุพระโสดาบัน#พระโมคคัลลานะเก่งในการสอนภิกษุด้วยกันหรือญาติโยมอะไรนี่ให้บรรลุพระอรหันต์#พระโมคคัลลานะสอนแล้วบรรลุพระอรหันต์ได้เยอะ#พระสารีบุตรสอนแล้วบรรลุโสดาบันได้เยอะฟังแล้วงงไหมเอ๊ะทำไมเป็นเอตทัคคะ#เป็นอัครสาวกฝ่ายขวามีปัญญามากสอนได้โสดาบันสอนปุถุชนให้เป็นพระโสดาบันยากที่สุดเลย#ยิ่งกว่าต้อนควายขึ้นภูเขาอีกพร้อมจะแว้งเอาส่วนคนที่เป็นพระโสดาบันแล้วอย่างไรๆวันหนึ่งก็ต้องเป็นพระอรหันต์มันง่ายกว่ากัน #เพราะฉะนั้นความยากที่สุดอยู่ในขั้นแรกนี้ล่ะ ตอบกลับ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้มีกระแสในเบื้องบน 2 เดือนที่ผ่านมา #สิ่งศักดิ์สิทธิ์​ช่วยให้เราพ้นจากทุกข์​ไม่ได้ #พุทธวจน #พระอาจารย์คึกฤทธิ์ #วัดนาป่าพง ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 9 เดือนที่ผ่านมา #ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคงแม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว #มันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน#เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต#ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ “#สุทัตตะเอย #น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้#เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม# ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ #มีจำนวนมากเหลือคณนา# สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้#กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า #ถ้านำมากองรวมๆกันมิให้กระจัดกระจาย#คงจะสูงเท่าภูเขา #บนพื้นแผ่นดินนี้#ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย #ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก#แห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า# เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก#ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ #เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก#เขานอนบนกองกระดูก#นั่งบนกองกระดูก#สนุกสนานเพลิดเพลิน#อยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น #ดูก่อนสุทัตตะไม่ว่าภพไหนๆ#ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งนั้น ตอบกลับ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ 3 เดือนที่ผ่านมา #พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง#จิตของเราจะรวมเข้ากับพระพุทธเจ้า#จิตของเราจะรวมเข้ากับพระพุทธเจ้า#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง งั้นถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลยจิตมันแส่ส่ายออกทางตาหูจมูกลิ้นกายมีแต่ทุกข์ จิตไม่แส่ส่าย พอจิตไม่แส่ส่ายจิตก็หลุดออกจากกามภูมิ เข้ารูปภูมิหรืออรูปภูมิ เข้าเองเลย เพราะงั้นพวกเราหัดเจริญสติไปเรื่อย พอศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญาแก่รอบนะ จิตจะหมดความหลงไหลรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายมาดึงดูดจิตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่ในโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกามอย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้น จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 10 เดือนที่ผ่านมา stayhomestayhomestayhomestayhomestayhome#เลยไปหนึ่งอสงไขยข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#จิตอรหันต์#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง งั้นถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลยจิตมันแส่ส่ายออกทางตาหูจมูกลิ้นกายมีแต่ทุกข์ จิตไม่แส่ส่าย พอจิตไม่แส่ส่ายจิตก็หลุดออกจากกามภูมิ เข้ารูปภูมิหรืออรูปภูมิ เข้าเองเลย เพราะงั้นพวกเราหัดเจริญสติไปเรื่อย พอศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญาแก่รอบนะ จิตจะหมดความหลงไหลรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายมาดึงดูดจิตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่ในโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกามอย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้น จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต 1 ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 8 เดือนที่ผ่านมา #คุณของศีลมีอยู่ในโลก#ศีลนำความสุขมาให้ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 1 เดือนที่ผ่านมา #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป #ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาท#ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า #อโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์ #พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอ#เพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์#และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้#เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้ว#เธอก็จะบรรลุนิพพานได้#การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น#จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรค#เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล#จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต #กามาวจรภูมิ #ไม่เป็นอย่างนั้น #จะต้องเข้าฌานนะ #เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่#เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากันนะ#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ #ถูกอริยมรรคแหวกออกไป#แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ #นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า#นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง #พวกเรายังไม่เคยเห็น#เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง #ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง#พวกนี้พวกสัสตะทิฐิมีของที่เที่ยงคงที่#อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย#ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติ #พวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย #นี่พวกอุจเฉททิฐินะ #นิพพานมีนะ #นิพพานมีสภาวะรองรับ#สภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเอง#สงบจากอะไรสงบจากกิเลส#สงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่ง#สงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 8 เดือนที่ผ่านมา #ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น#ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคง# แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้วมันก็สามารถขึ้นได้อีก #ฉันเดียวกัน #เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัย#ขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ“สุทัตตะเอย #น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้ เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ มีจำนวนมากเหลือคณนา สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ #กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า ถ้านำมากองรวมๆ #กันมิให้กระจัดกระจาย คงจะสูงเท่าภูเขา #บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย #ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก แห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า #เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก #ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ #เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก #เขานอนบนกองกระดูก นั่งบนกองกระดูก สนุกสนานเพลิดเพลิน อยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น “ดูก่อนสุทัตตะ ไม่ว่าภพไหนๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งนั้น ตอบกลับ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้มีกระแสในเบื้องบน 10 เดือนที่ผ่านมา ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น #ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคง# แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้วมันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัย ขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ “สุทัตตะเอย น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้ เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ มีจำนวนมากเหลือคณนา สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า ถ้านำมากองรวมๆ กันมิให้กระจัดกระจาย คงจะสูงเท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้ ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก แห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก เขานอนบนกองกระดูก นั่งบนกองกระดูก สนุกสนานเพลิดเพลิน อยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น “ดูก่อนสุทัตตะ ไม่ว่าภพไหนๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งนั้น 1 ผู้มีกระแสในเบื้องบน ตอบกลับ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น 8 เดือนที่ผ่านมา #วิมุตติคือความหลุดพ้นเป็นวัตถุประสงค์มุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา#ดังพุทธภาษิตว่าพรหมจรรย์นี้มิได้มีลาภสักการะสรรเสริญเป็นอานิสงส์#มิได้มีกามสุขในสวรรค์เป็นอานิสงส์#มิได้มีการเข้าถึงความเป็นอันเดียวกับพรหมในพรหมโลกเป็นอานิสงส์#แต่ว่ามีวิมุตติเป็นอานิสงส์ ดังนี้ วิกิพีเดีย#เรื่องผู้สละโลกนี้เป็นประวัติของพระสาวกบางท่าน#ซึ่งได้สละความสุขอย่างโลกๆมาแสวงหาความสุขทางธรรม#และท่านก็ได้พบความสุขนั้นสมใจหมาย#คำสอนเรื่องนิพพาน#วิมุตติความหลุดพ้นแนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 8 เดือนที่ผ่านมา #เราทำเพื่อหมดทุกข์#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุบรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้นกิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่างพระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพันว่า วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืดลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไปในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า อันตรธานแต่งพระธาตุ 1 ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา #เราเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องในโลกทั้งสามอีกต่อไป #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน#รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร #รู้ว่าพี่น้องเรามีคือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายแต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่นศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ #ไม่คลอนแคลนละเราก็ขยันภาวนาไปเรื่อย#บางคนก็ใช้เวลานานหน่อยนะอินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา7ชาติ#7ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว #ภาวนาไปเรื่อยเรื่อย $สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน#ถึงบ้านแล้วโฮ้ยหาบ้านแทบตาย #บ้านอยู่ที่นี่เองหาซะรอบจักรวาล #ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย #นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา#ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #วลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. #พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว #รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. #ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. #ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ ตอบกลับ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้มีกระแสในเบื้องบน 2 เดือนที่ผ่านมา เกาะที่น้ำท่วมไม่ถึง#การอยู่เป็นสุขและการนิพพานในชีวิตปัจจุบัน#จนกระทั่งวันหนึ่งมันมีกำลัง#ข้ามภพไป ตอบกลับ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น 8 เดือนที่ผ่านมา #ใต้ร่มโพธิญาณข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ#ข้าพระองค์บำเพ็ญบารมีมาหนึ่งอสงไขยแสนกัป#ก็เพื่อถวายบังคมพระบาททั้งสองนี้ของพระองค์ #มโนรถของข้าพระองค์ถึงที่สุดแล้ว บัดนี้ แต่นี้ไปการประชุมกันใน ที่เดียวกันด้วยอำนาจปฏิสนธิจะมิได้มีอีกแ­ล้ว สมาคมก็จะมิได้มี ความคุ้นเคย กันได้ขาดแล้ว ข้าพระองค์จักเข้าเมือง คือ พระนิพพาน ที่ไม่แก่ ไม่ตาย เกษม มีสุข เย็นสนิทไม่มีภัย ที่พระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์เข้าไปแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขย­แสนกัปแต่กัปนี้ไปข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้­พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี ปรารถนาเห็นพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์บำเพ็ญ บารมีมาหนึ่งอสงไขยแสนกัป ก็เพื่อถวายบังคมพระบาททั้งสองนี้ของพระอง­ค์ มโนรถของข้าพระองค์ถึงที่สุดแล้ว ถ้าว่า พระองค์ไม่ทรงชอบพระทัย โทษไร ๆ ของข้าพระองค์ ที่เป็นไปทาง กายหรือทางวาจา ขอพระองค์ทรงอดโทษนั้นด้วย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นการไปของข­้าพระองค์แล้ว ตอบกลับ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ 7 เดือนที่ผ่านมา ผู้หวังความพ้นทุกข์#เลยไปหนึ่งอสงไขยข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า #เลยไปหนึ่งอสงไขยข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 8 เดือนที่ผ่านมา #เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส#เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ าดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิดขึ้น#การบรรลุมรรคผลที่ถูกต้อง#ผู้ไม่มีเพื่อนสอง#ทางดับทุกข์#การเกิดมรรคผล#ทางพระนิพพาน#อนุปาทาปรินิพพาน#โลกุตตรกุศลจิตสุทธิกปฏิปทามรรคจิตดวงที่๑#สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน#โยคาวจรบุคคลเจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ#ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน#วิถีจิตก่อนเข้าสู่มรรควิถี๑อดีตภวังค์ภวังค์อดีต#๒ภวังคจลนะภวังค์สะเทือน#๓ภวังคุปัจเฉทะตัดกระแสภวังค์#๔มโนทวาราวัชชนะลงทางมโนทวาร #มรรควิถีของมันทบุคคล#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 12 วันที่ผ่านมา #การเกิดครั้งสุดท้าย#กายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ#จิตนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ#คือมันจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลกไป#ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น #พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา #พญานกดุเหว่าขาวเป็นพระอุทายี #พญาแร้งเป็นพระอานนท์ #นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร #บริษัททั้งหลายเป็นพุทธบริษัท #เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล #ปุถุชนเหล่าใดมีจิตกำหนัดเข้าไปส้องเสพหญิ­­งเหล่านั้น#ปุถุชนเหล่านั้นย่อมยังสงสารอันน่ากลัวให้เจริญ#ย่อมก่อภพใหม่ขึ้นอีก#เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย #เราสลัดตนจากกามทั­้งปวง#เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว ลกุตระ หมายถึงภาวะที่หลุดพ้นแล้วจากโลกิยะ ไม่เกี่ยวข้องกับกาม ตัณหา ทิฏฐิ อวิชชาอีกต่อไป ได้แก่ธรรม 9 ประการซึ่งเรียกว่า นวโลกุตรธรรม หรือ โลกุตรธรรม 9 ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 10 เดือนที่ผ่านมา วิถีฉักกะ อายุของจิต ๑ ขณะจิต คือ อายุจิตดวงหนึ่ง แบ่งออกโดยอาการปรากฏเป็น ๓ อนุขณะ คือ ๑. อุปปาทขณะ คือ ขณะเริ่มก่อน ขณะแรกเกิด ๒. ฐีติขณะ คือ ขณะตั้งอยู่ ยังไม่ดับ ๓. ภังคขณะ คือ ขณะที่กำลังดับ อายุของจิตนี้ มีการเกิดดับเร็วมาก จำนวนชวนจิตที่เกิดได้ คนธรรมดา มีชวนะ ๗ ขณะ คนเจ็บ มีชวนะ ๖ ขณะ คนใกล้ตาย มีชวนะ ๕ ขณะ ยมกปฏิหาริย์ มีชวนะ ๔ - ๕ ขณะ ขณะอยู่ในฌาน มีชวนะเกิด-ดับได้มาก ไม่จำกัดจำนวน ในปัญจทวารอติมหันตารมณ์ ๑ วิถี ประกอบด้วยจิตเกิด-ดับ ๑๗ ขณะ( ๕๑ อนุขณะ ) การนับวิถีจิต นับโดยย่อมี ๗ วิถี ( นับ ๑ ขณะ ๑ วิถี กิจเหมือนกันนับเป็น ๑) นับโดยสามัญมี ๑๔ วิถี (นับ ๑ ขณะ ๑ วิถี) นับโดยพิเศษ ๔๖ วิถี (นับจำนวนจิตที่ทำกิจได้) นับโดยพิสดาร ๕๔ วิถี (เพิ่มจิตในส่วนของทวิปัญจวิญญาณ) ตี. น. ท. ปัญจ. จัก. สัม. ณ. โว. ช ช ช ช ช ช ช. ตทา ตทา. ภ. นับโดยย่อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ = ๗ นับโดยสามัญ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖-๑๒ ๑๓-๑๔ =๑๔ นับโดยพิเศษ ๑ ๒ ๒ ๓ ๑ กามชวน ๒๙ ๘ รวม ๔๖ นับโดยพิสดาร ๑ ๑๐ ๒ ๓ ๑ กามชวน ๒๙ ๘ รวม ๕๔ 1 ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 2 เดือนที่ผ่านมา #นิพพานของพระโสดาบัน#โลกุตตรกุศลจิตสุทธิกปฏิปทามรรคจิตดวงที่๑#สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉนโยคาวจร#บุคคลเจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำ#ออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน#วิถีจิตก่อนเข้าสู่มรรควิถี#๑อดีตภวังค์ภวังค์อดีต#๒ภวังคจลนะภวังค์สะเทือน#๓ภวังคุปัจเฉทะตัดกระแสภวังค์#๔มโนทวาราวัชชนะลงทางมโนทวาร #มรรควิถีของมันทบุคคล#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#เลยไปหนึ่งอสงไขยข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอ#เพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์#และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้#เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้ว#เธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ #การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด #เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา#เราไม่ลืมความตาย#พวกเราถือศีล5ก็พอแล้วศีล5ไว้ก่อนแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมอย่าเชื่ออะไรซึ่งไม่มีเหตุมีผล ชาวพุทธเราต้องมีเหตุมีผล#ถัดจากนั้นพยายามมาเรียนรู้ความจริงตรงไหนบ้างที่เรารู้สึกว่ามันคือตัวของเราดูลงไปตรงนั้นเลย#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 1 เดือนที่ผ่านมา #มรรค ผล #คือสภาวะของการบรรลุธรรมที่แน่นอน #ที่แน่นอนก็เพราะว่าจิตมันจะ transform #ไปสู่สภาวะใหม่ที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้ #การเข้ามรรค ไม่ยากนัก โดยเฉพาะโสดาปัตติมรรค จริงๆ #การเข้าโสดาเป็นแค่การเริ่มประจักษ์แจ้งว่า#สิ่งทั้งปวงไม่เป็นตนจริง ๆ ต้องเรียกว่าดับสักกายทิฏฐิ #สักกายทิฏฐิคือมีทัศนคติ หรือมีความเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นตน สิ่งนี้เป็นตน นั่นคือสักกายทิฏฐิเป็นเรื่องของความคิดเห็นในทัศนคติ แต่ถ้าดับความคิดเห็นตัวนี้ได้สนิทแน่นอน ไม่มีวันกำเริบอีก บรรลุธรรมแล้ว ทันทีที่ดับได้หนึ่งตัว ดับตัวนี้ได้แน่นอน เข้ามรรค#ถ้าจะเข้าผล ก็จะต้องละวิจิกิจฉา #ความลังเลสงสัยในความบริสุทธิ์ ในพระนิพพาน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พอละความลังเลสงสัยได้ ศรัทธาจะเต็ม #ศรัทธาจะเต็มเปี่ยมมาก #พอศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้วเอาศรัทธานี่แหละมา#calibrate #วิถีชีวิตของเราให้อยู่ในครรลองธรรม #ทันทีที่ได้สองตัวนี้ต่อเนื่องมาอีก ก็เข้าผล เป็น#โสดาปัตติผล ทีนี้ในทุกขั้นตอน #โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน #ขั้นตอนแรกของการเกิดมรรค #กับขั้นตอนของผล ทั้ง 3 ทั้ง 4 คือโสดา สกทาคา อนาคา อรหัตผล#จะไม่ใช่เฉพาะการ transform ทางจิตใจเท่านั้น #จะมีการปรับเปลี่ยนทางร่างกายขนานใหญ่ด้วย #เมื่อเรา transform ไปสู่มรรคก็ดี หรือ transform ไปสู่ผลก็ดี #จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ #จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่ #บางคนอาจจะถ่ายออกมามาก#อย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด #มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด #บางคนมีอาการระเบิดอยู่ภายใน #คือสิ่งที่เราอัดอั้นสะสมไว้ #มันถูกทลายออกไป สะสมไว้เป็นอะไร เป็นอารมณ์ เป็นตัวตน #ซึ่งมันไม่ได้มีอยู่จริงพวกนี้ เป็นแค่เราไปยึด ๆ ยึด ๆ รวม ๆ #กันไว้มันเลยเป็นกลุ่มก้อนความรู้สึก #แล้วสิ่งเหล่านี้มันถูกระเบิดออกไป #หรือทำให้มันขาดไป พอสิ่งเหล่านี้ขาดไป หรือสลายไป #มันก็เลยมีผลกระทบไปที่ ร่างกาย เพราะกายนี้เป็นไปตามอำนาจใจ #ที่เรายังมีร่างกายยังอยู่ เพราะใจมันยังพะวงกับกายอยู่ #ใจมันยังเสพกายอยู่ มันก็เลยมาอยู่กับกาย #และเมื่อใจมันเสพกาย #มันก็เอาพลังของตัวเองมาสร้างกาย #มาสร้างยีนต่าง ๆ #เราจะเห็นได้ว่ายีนมาจากโปรตีน 4 ตัว #แต่เพราะแต่ละคนผสมกัน#ในสัดส่วนที่ไม่เหมือนกันเลย 4 ตัวนี้ เพราะใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีปัญญา คุณธรรม ไม่เหมือนกัน #มันก็เลยมาสร้างยีนไม่เหมือนกัน ก็เลยออกมามีรูปร่างหน้าตาที่ต่างกัน ดังนั้น #พอเราไปปรับที่ใจ มันก็เลยสะท้อนออกมาที่กายด้วย #เราจะสังเกตว่าพอเราโกรธที่ใจ #ร่างกายก็มีผลกระทบด้วย #พอเรามีความสุข ความใสที่ใจ กายมันก็เบา บางทีกายมันเบาจนหายไปไหนก็ไม่รู้ เราไม่รู้สึกทางกาย มันก็มีผลกระทบกับกาย #ออกมาแล้วตัวมันก็เบา #ดังนั้นพอเราปรับเปลี่ยนสภาวะจิตไปถึงขั้นมรรค ผล #ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย ชัดเจน ชัดเจนมาก #ดังนั้นตอนเข้ามรรคผล #จึงเกิดปัจจเวกขณญาณ#รู้ชัดว่าเราดับตัวนี้ได้แล้วเช่นดับสักกายทิฏฐิได้แล้ว #ดับวิจิกิจฉาได้แล้ว #ความลังเลสงสัยไม่มีอีกโดยสิ้นเชิง #คือใครจะมาบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่มีจริง พระธรรมไร้สาระ #มันไม่เข้ามาในสารบบของเราเลย #มันแน่นอนขนาดนั้น #มันแน่นอนอย่างนั้น #คือมันเป็นปรกติธรรมชาติอย่างนั้นไปแล้ว #รวมทั้งศีลด้วย #ดังนั้นการบรรลุมรรคผล #ไม่ใช่เพียงแค่นั่งพิจารณาธรรม #สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นตนหนอ เข้าใจแล้ว แล้วบรรลุ ไม่ใช่นะ #มันต้องเกิด#การเปลี่ยนแปลงในจิตใจจริง ๆ ในร่างกายจริง ๆ #แล้วเจ้าตัวจะรู้ว่าสิ่งนี้มันหายไป #มันหายไปแบบไม่ปรากฏอีกเลย #แล้วไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแน่นอน #และเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติมีสิทธิ์ได้ทุกคน ถ้าทำแม่น ๆ #เราทุกคนควรเข้าสู่แดนปัตติมรรคให้ได้ #เพราะมันไม่ยากเกินไป #เพราะถ้าเราเกิดมาในยุคที่ไม่มีพระศาสนา #เราจะไม่มีสิทธิ์ได้ มันไม่มีความรู้เหล่านี้ ไม่มีใครสอน #ไม่มีใครปฏิบัติได้ อาจจะมีพระปัจเจกพระพุทธเจ้าปฏิบัติได้ #แต่ท่านก็ไม่ได้สอน #ท่านจะอยู่กันตามถ้ำ ตามป่า #ดังนั้นนี่เป็นโอกาสทอง#โอกาสหนึ่งที่ควรจะเข้ามรรคผลกันไว้ เรามีสิทธิ์ หลายคนมีสิทธิ์ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 10 เดือนที่ผ่านมา พระอภิธัมมัต#สำหรับพระอรหันตขีณาสพเมื่อประสบอารมณ์อันใดแล้วย่อมไม่มีสัญญาวิปลาส ฉะนั้น กิริยาชวนะ ที่เกิดขึ้นกับพระอรหันต์ ถ้าเกิดพร้อมกับโสมนัสตทาลัมพนะที่เกิดต่อจากชวนะนั้น ก็เป็นโสมนัสตามชวนะไปด้วยถ้ากิริยาชวนะเกิดพร้อมกับอุเบกขา ตทาลัมพนะที่เกิดต่อจากชวนะก็เป็นอุเบกขาตามชวนะไปด้วย ชวนะของพระอรหันต์ย่อมไม่วิปริตจากอารมณ์ที่ประสบ คือ ถ้าประสบกับอติอิฏฐารมณ์ ย่อมเสพอารมณ์ด้วยกิริยาชวนะที่เป็นโสมนัสถ้าประสบอารมณ์ที่เป็นอิฏฐารมณ์ กิริยาชวนะย่อมเป็นอุเบกขา ถ้าประสบอารมณ์ที่เป็นอนิฏฐารมณ์ กิริยาชวนะก็เป็นอุเบกขาเช่นเดียวกัน รวมความแล้ว กิริยาชวนะย่อมมีได้แต่โสมนัสและอุเบกขาเท่านั้น ย่อมไม่มีโทมนัสเวทนา ขณะรับอนิฏฐารมณ์ เหมือนอย่างปุถุชน หรือพระอริยบุคคล เบื้องต้นเลย ข้อยกเว้น ตามที่กล่าวถึงตทาลัมพนะมาแล้วทั้งหมดนั้น เป็นการแสดงการเกิดขึ้นของตทาลัมพนะโดยทั่วไป แต่บางกรณีตทาลัมพนะควรจะต้องเกิด แต่เกิดไม่ได้เพราะขัดกันด้วยสภาพของเวทนาที่ประกอบกับจิต เช่นจิตที่เกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนาจะเกิดต่อจากจิตที่เกิดพร้อมกับโทมนัสเวทนาไม่ได้ เพราะสภาพของเวทนาทั้ง ๒ นี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ฉะนั้นจำต้องมีจิตอื่นมาเกิดแทน จิตที่เกิดแทนนั้น เรียกว่า อาคันตุกภวังค์ เรื่องของอาคันตุกภวังค์นี้ ได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่แสดงปัญจทวารวิถี 1 ตอบกลับ วิมุตติความหลุดพ้น วิมุตติความหลุดพ้น 1 เดือนที่ผ่านมา #จิตยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเสมอกันหมดใจที่ภาวนามาถึงจุดนี้จะรู้สึกโลกนี้ราบเป็นหน้ากลอง #สมาธิที่เกิดพร้อมกันกับอริยะมรรคจิต#จิตยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเสมอกันหมดใจที่ภาวนามาถึงจุดนี้จะรู้สึกโลกนี้ราบเป็นหน้ากลอง #ถัดจากนั้นกระบวนการเกิดอริยมรรคถึงจะเกิดขึ้นก็จะมีตั้งแต่อนุโลมญาณสัจจานุโลมิกญาณโคตรภูญาณมัคคญาณผลญาณปัจจเวกขณญาณในกระบวนการที่เกิดอริยมรรคก็มีตั้งแต่อนุโลมญาณโคตรภูญาณมัคคญาณผลญาณอยู่ในกระบวนการที่จะเกิดอริยมรรค#กระบวนการนี้จบแล้วยังจะเกิดญาณตัวที่สิบหกปัจจเวกขณญาณทวนเข้าไปพิจารณาว่าตอนที่เกิดอริยมรรคนั้นล้างกิเลสอะไรไปบ้างกิเลสอะไรยังไม่ล้างจะทวนเข้าไปดูก็รู้ว่างานยังไม่เสร็จถ้างานเสร็จแล้วก็ทวนเข้าไปดูเห็นความเสร็จแล้วจิตจะไปพิจารณานิพพานได้แล้วไปทำความรู้แจ้งในตัวนิโรธ ตอบกลับ ประตูพระนิพพาน ประตูพระนิพพาน 39 วินาทีที่ผ่านมา #การเกิดครั้งสุดท้าย#กายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ#จิตนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ#คือมันจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลกไป#ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น #พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา #พญานกดุเหว่าขาวเป็นพระอุทายี #พญาแร้งเป็นพระอานนท์ #นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร #บริษัททั้งหลายเป็นพุทธบริษัท #เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล #ปุถุชนเหล่าใดมีจิตกำหนัดเข้าไปส้องเสพหญิ­­งเหล่านั้น#ปุถุชนเหล่านั้นย่อมยังสงสารอันน่ากลัวให้เจริญ#ย่อมก่อภพใหม่ขึ้นอีก#เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย #เราสลัดตนจากกามทั­้งปวง#เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว ลกุตระ หมายถึงภาวะที่หลุดพ้นแล้วจากโลกิยะ ไม่เกี่ยวข้องกับกาม ตัณหา ทิฏฐิ อวิชชาอีกต่อไป ได้แก่ธรรม 9 ประการซึ่งเรียกว่า นวโลกุตรธรรม หรือ โลกุตรธรรม 9 ตอบกลับ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้มีกระแสในเบื้องบน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา #ตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว #ท่านสอนบอกว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ #เป็นทุกข์ล้วนๆนะ ไม่ใช่ทุกข์บ้าง สุขบ้าง #กราบขอบพระคุณ และอนุโมทนา ท่านอาจารย์ มากครับที่กรุณา ให้โอกาส #บุคคลรู้แจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว #จากผู้ใด พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น.#ผู้สละโลกและพระอานนท์พระพุทธอนุชา #เป็นผลของของท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ ผลงานของ #ให้เสียงบรรยายโดย #ท่านมนัส ทองเพชรนิล #ในความอุปถัมภ์ของ พระราชพิพัฒนาทร ถาวร จิตตถาวโร #จุดสุดท้ายที่พวกเราจะภาวนาได้นะ ก็คือ #ภาวนาจนกระทั่งจิตเป็นกลางด้วยปัญญา #เป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างเลย ##กุศลอกุศล #เกิดแล้วดับๆ #ดูไปวันนึงจิตมีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ #จิตจะเป็นกลาง #จิตเป็นกลางตัวนี้เรียกว่าจิตมีสังขารุเบกขาญาณ #ญาณแปลว่าปัญญา #สังขารุเบกขา ก็คือ มีอุเบกขาต่อความปรุงแต่งทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสุขทั้งทุกข์ #จิตที่เดินมาถึงสังขารุเบกขาญาณเนี่ย#จะมีรอยแยกสองทาง #มีทางแยก #ทางที่หนึ่งนะ #พวกเห็นภัยในสังสารวัฏ #พวกนี้จะพลิกไปสู่การเกิดมรรคผล #พวกที่สองนะ #เกิดความกรุณาสงสารสัตว์โลก #จิตจะพลิกไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ #มีพลิกไปได้สองทาง #แล้วพวกที่เป็นโพธิสัตว์ #ที่เข้ามาถึงตรงนี้ได้นะ #ถ้าไปเจอพระพุทธเจ้าเนี่ย #อาจจะได้รับพยากรณ์ว่าอีก #16อสงไขยแสนมหากัปป์จะได้เป็นพระพุทธเจ้า#พระองค์หนึ่ง อีกนาน#โลกแตกหลายรอบ #ทางสายเดียวที่ถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น #เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลาย ชั่วคราวทั้งหมด ตรงนี้แหละ ใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่า สังขารุเบกขาญาน จิตมีปัญญานะ #เป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลาย สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลายนี่ #จิตเป็นกลางหมดเลย เพราะอะไร เพราะปัญญา #ไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะ #กำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญา #ถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลย #ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย โลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย กุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป #ถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะ จิตมันยอมรับความจริงว่า #สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริง #ความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจ จิตมันจะเป็นกลาง ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง นี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ #นี่คือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล #พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่อ #อย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น #อยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ #ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อ #มีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ #ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์#ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก #พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์ #ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ #ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์ #แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้ ตอบกลับ การตอบกลับ 1 รายการ พุทธภูมิ ปัจเจกภูมิ สาวกภูมิ พุทธภูมิ ปัจเจกภูมิ สาวกภูมิ 7 วันที่ผ่านมา เราเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องในโลกทั้งสามอีกต่อไป#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่ ตอบกลับ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้มีกระแสในเบื้องบน 11 วันที่ผ่านมา #ทุกอย่างแก้ไขได้#ทางอริยมรรค#การเกิดมรรคผล#ธรรมาภิสมัย#การตรัสรู้ธรรม#การสำเร็จมรรคผล#การสำรวมใจ#การบรรลุมรรคผลที่ถูกต้อง#ผู้ไม่มีเพื่อนสอง#ทางดับทุกข์#การเกิดมรรคผล#ทางพระนิพพาน#อนุปาทาปรินิพพาน# .#จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง#ตามรู้ตามดูจนมันพอ#สติสมาธิปัญญาแก่รอบ#จิตใจยอมรับความจริงยอมรับไตรลักษณ์#ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ##ถึงจุดนี้มันจะเป็นรอยแยก#พวกที่หวังพุทธภูมินะก็มี#โอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์#ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า#ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ #ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า #พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์#แต่หวังความพ้นทุกข์นะ #จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น#จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้น#เวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔ #พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่า เจริญบุพพภาคมรรค #เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ #เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิด #จิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล #จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา #ที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ #ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ #เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น #สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ #แต่ละคนไม่เท่ากันนะ #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ #ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป #แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า #นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น #เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง #พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ #อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย #กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย #นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ #สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง #สงบจากอะไร สงบจากกิเลส #สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง #สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ # ตอบกลับ การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า 3 เดือนที่ผ่านมา #การบรรลุมรรคผล#ท่าพระโคดม#แนวทางบรรลุธรรม#ทางข้ามภพทาง#การทำอริยสัจจ์ให้บริบูรณ์#การสําเร็จการศึกษา#คติของโสดาบัน#คติของสกทาคามี#คติของอนาคามี#การบรรลุมรรคผลนิพพานของจิต#การบรรลุมรรคผล#กิจของอินทรีย์ในขณะบรรลุธรรม#การทำความเพียรดุจผู้บำรุงรักษาป่าการทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น#อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่นี้ถูกอริยมรรคแหวกออกแหวกออกทำลายออกก็ล้างกิเลส#ล้างในพริบตาเดียวในขณะเดียววับเดียวขาดเลย#มันคล้ายๆเปิดสวิตช์ไฟปั๊บสว่างวูบเดียวความมืดหายไปเลยนะในพริบตานั้นเลย#จิตถัดจากนั้นนะจะเห็นพระนิพพานอีก๒ขณะ๓ขณะเห็นไม่เท่ากันหรอก#บางคนเห็น๒ขณะบางคนเห็น๓ขณะถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็น๓ขณะพวกอินทรีย์ไม่กล้ามากก็เห็น๒ขณะ#เพราะฉะน้นพระอริยะในภูมิเดียวกันนะระดับเดียวกันความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรอย่างนี้ไม่เท่ากัน เห็นพระนิพพาน ก็รู้ว่าพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ แต่โง่เอง ไม่เห็นทำไมไม่เห็น มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เขาปล่อย เขาข้ามแล้ว เขาทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตรน่ะ ข้ามจากปุถุชน มาเป็นพระอริยะ ข้ามทิ้งตรงนี้ มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา #โลกไม่มีอะไรมีแต่ทุกข์ #ผู้มีปัญญาก็หาที่พึ่งที่อาศัย #ที่พึ่งที่อาศัยของเราก็คือสรณะนั่นเอง #อย่างเราไปทางทะเลมันก็มีพวกชูชีพ #พวกเรือลำเล็กๆเอาไว้อาศัยเวลาเรือใหญ่มันล่ม #ในสังสารวัฏสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งที่อาศัยของเราได้จริงๆ #ก็มีแต่พระรัตนตรัย #พระพุทธ #พระธรรม #พระสงฆ์ #ของอื่นไม่ใช่สรณะไม่ใช่ที่พึ่ง #ที่อาศัยได้ชั่วครั้งชั่วคราว #ทำอย่างไรเราจะสามารถมีพระพุทธเจ้า #พระธรรมพระอริยสงฆ์มาเป็นสรณะ #และเป็นที่พึ่งในจิตใจของเราได้ #ตัวนี้เราจะต้องศึกษาต้องปฏิบัติ #สิ่งที่ต้องรักษาคือศีล #สิ่งที่ต้องฝึกซ้อมอยู่เสมอก็เรื่องของสมาธิ #สิ่งที่ต้องพัฒนาให้เจริญไปเรื่อยๆคือปัญญา #การทำ3อย่างนี้3สิ่งนี้ #จะทำให้เรามีจิตใจที่พัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายเราก็มีที่พึ่ง #เราเข้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ #เหมือนเราอยู่ในที่มืดอยู่ในก้นเหวลึกๆเลยมืดตื๋อเลย #ต้องพยายามสำรวจตรงไหนจะเป็นทางรอดของเรา #มีแสงสว่างปรากฏขึ้นบนยอดภูเขา เป็นจุดเป็นดวงเล็กๆ #นั่นคือแสงสว่างที่พระพุทธเจ้าท่านทำประทานมาให้ #ท่านเป็นผู้จุดโคมไฟในความมืด #เพื่อให้คนซึ่งมีปัญญาสำรวจไป #ว่าทางไหนจะออกจากที่มืด #ออกจากหุบเหวออกจากถ้ำนี้ได้ #พระพุทธเจ้าพยายามจุดไฟขึ้นมาให้เราเห็น เ#รามีหน้าที่ต้องตะเกียกตะกายเข้าไปหาความสว่างนั้น #ในพระไตรปิฎกคนซึ่งเข้าใจธรรมะแล้ว #มักจะเปรียบพระพุทธเจ้าเป็นผู้จุดประทีป #โดยหวังว่าคนซึ่งมีตาจะมองเห็น #ประทีปที่ท่านให้ไว้คือหลักของการปฏิบัตินั่นเอง ตอบกลับ การตอบกลับ 1 รายการ สุกฺขวิปสฺสโก เตวิชฺโช ฉฬภิญฺโญ ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต สุกฺขวิปสฺสโก เตวิชฺโช ฉฬภิญฺโญ ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา #การบรรลุมรรคผลในทางพระพุทธศาสนา#พรุ่งนี้วันพระ#ทุกอย่างแก้ไขได้#การบรรลุมรรคผล#ดูกรภิกษุเปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน #อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ #เพราะสิ้นน้ำมันและไส้นั้นและไม่เติมน้ำมันและไส้อื่น #ย่อมเป็นประทีปหมดเชื้อดับไป#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลางเราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิเราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา#ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม#ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้ว#สิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 10 เดือนที่ผ่านมา วิถีฉักกะคื วิถีจิตหมดลงเมื่อหมดชวนะที่ ๑๕ โดยไม่มีตทาลัมพนะ ๒ ขณะ ๓. ปริตตารมณ์วิถี คือวิถีที่มี อารมณ์สั้น มี ๖ นัย คือ ๑) ตี. ตี. ตี. ตี. น. ท. ปัญจ. จ. สํ. ณ. โว. โว. โว. ภ. ภ. ภ. ภ. ๒) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี น. ท. ปัญจ. จ. สํ. ณ. โว. โว. โว. ภ. ภ. ภ. ๓) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. ท. ปัญจ. จ. สํ. ณ. โว. โว. โว. ภ. ภ. ๔) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. ท. ปัญจ. จ. สํ. ณ. โว. โว. โว. ภ. ๕) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. ท. ปัญจ. จ. สํ. ณ. โว. โว. โว ๖) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. ท. ปัญจ. จ. สํ. ณ. โว. โว ๔. อติปริตตารมณ์วิถี คือวิถีที่มี อารมณ์สั้นที่สุด มี ๖ นัย คือ ๑) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. น. ภ. ภ. ภ. ภ. ภ. ๒) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. น. ภ. ภ. ภ. ภ. ๓.) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. น. ภ. ภ. ภ. ๔) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. น. ภ. ภ. ๕) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. ภ. ภ. ๖) ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. ตี. น. น. อติปริตตารมณ์วิถี บางทีเรียกว่า โมฆะวาระ เพราะอารมณ์นี้ไม่มีวิถีจิตเกิดได้เลยทั้ง ๖ นัยของอติปริตตารมณ์ เพราะการรู้อารมณ์น้อยมากเหลือเกิน คือไม่ได้รับอารมณ์ใหม่เลย 1 ตอบกลับ ผู้มีกระแสในเบื้องบน ผู้มีกระแสในเบื้องบน 2 เดือนที่ผ่านมา #พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง#จิตของเราจะรวมเข้ากับพระพุทธเจ้า#จิตของเราจะรวมเข้ากับพระพุทธเจ้า#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง งั้นถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลยจิตมันแส่ส่ายออกทางตาหูจมูกลิ้นกายมีแต่ทุกข์ จิตไม่แส่ส่าย พอจิตไม่แส่ส่ายจิตก็หลุดออกจากกามภูมิ เข้ารูปภูมิหรืออรูปภูมิ เข้าเองเลย เพราะงั้นพวกเราหัดเจริญสติไปเรื่อย พอศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญาแก่รอบนะ จิตจะหมดความหลงไหลรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายมาดึงดูดจิตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่ในโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกามอย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้น จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต ตอบกลับ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น 8 เดือนที่ผ่านมา #ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น #ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคง# แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้วมันก็สามารถขึ้นได้อีก #ฉันเดียวกันเมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัย #ขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ #สุทัตตะเอย น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้ #เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม #ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ #มีจำนวนมากเหลือคณนา #สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ #กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า #ถ้านำมากองรวมๆกันมิให้กระจัดกระจาย #คงจะสูงเท่าภูเขาบนพื้นแผ่นดินนี้ #ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย #ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก #แห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า #เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก #ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ #เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก #เขานอนบนกองกระดูก #นั่งบนกองกระดูก #สนุกสนานเพลิดเพลิน #อยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น #ดูก่อนสุทัตตะไม่ว่าภพไหนๆ #ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งนั้น ตอบกลับ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ 7 วันที่ผ่านมา #เราเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องในโลกทั้งสามอีกต่อไป #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน#รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร #รู้ว่าพี่น้องเรามีคือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายแต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่นศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ #ไม่คลอนแคลนละเราก็ขยันภาวนาไปเรื่อย#บางคนก็ใช้เวลานานหน่อยนะอินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา7ชาติ#7ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว #ภาวนาไปเรื่อยเรื่อย $สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน#ถึงบ้านแล้วโฮ้ยหาบ้านแทบตาย #บ้านอยู่ที่นี่เองหาซะรอบจักรวาล #ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย #นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา #ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #วลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. #พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว #รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. #ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. #ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 8 เดือนที่ผ่านมา #คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก #ความสัจความสะอาดและความเอ็นดูมีอยู่ในโลก #ด้วยความสัจนั้นข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม #ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม #โลกไม่มีอะไรมีแต่ทุกข์ #ผู้มีปัญญาก็หาที่พึ่งที่อาศัย #ที่พึ่งที่อาศัยของเราก็คือสรณะนั่นเอง #อย่างเราไปทางทะเลมันก็มีพวกชูชีพ #พวกเรือลำเล็กๆเอาไว้อาศัยเวลาเรือใหญ่มันล่ม #ในสังสารวัฏสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งที่อาศัยของเราได้จริงๆ #ก็มีแต่พระรัตนตรัย #พระพุทธ #พระธรรม #พระสงฆ์ #ของอื่นไม่ใช่สรณะไม่ใช่ที่พึ่ง #ที่อาศัยได้ชั่วครั้งชั่วคราว #ทำอย่างไรเราจะสามารถมีพระพุทธเจ้า #พระธรรมพระอริยสงฆ์มาเป็นสรณะ #และเป็นที่พึ่งในจิตใจของเราได้ #ตัวนี้เราจะต้องศึกษาต้องปฏิบัติ #สิ่งที่ต้องรักษาคือศีล #สิ่งที่ต้องฝึกซ้อมอยู่เสมอก็เรื่องของสมาธิ #สิ่งที่ต้องพัฒนาให้เจริญไปเรื่อยๆคือปัญญา #การทำ3อย่างนี้3สิ่งนี้ #จะทำให้เรามีจิตใจที่พัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายเราก็มีที่พึ่ง #เราเข้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ #เหมือนเราอยู่ในที่มืดอยู่ในก้นเหวลึกๆเลยมืดตื๋อเลย #ต้องพยายามสำรวจตรงไหนจะเป็นทางรอดของเรา #มีแสงสว่างปรากฏขึ้นบนยอดภูเขา เป็นจุดเป็นดวงเล็กๆ #นั่นคือแสงสว่างที่พระพุทธเจ้าท่านทำประทานมาให้ #ท่านเป็นผู้จุดโคมไฟในความมืด #เพื่อให้คนซึ่งมีปัญญาสำรวจไป #ว่าทางไหนจะออกจากที่มืด #ออกจากหุบเหวออกจากถ้ำนี้ได้ #พระพุทธเจ้าพยายามจุดไฟขึ้นมาให้เราเห็น เ#รามีหน้าที่ต้องตะเกียกตะกายเข้าไปหาความสว่างนั้น #ในพระไตรปิฎกคนซึ่งเข้าใจธรรมะแล้ว #มักจะเปรียบพระพุทธเจ้าเป็นผู้จุดประทีป #โดยหวังว่าคนซึ่งมีตาจะมองเห็น #ประทีปที่ท่านให้ไว้คือหลักของการปฏิบัตินั่นเอง #คือศีล #สมาธิ #และปัญญา ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 7 เดือนที่ผ่านมา #การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด #เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา#เราไม่ลืมความตาย#พวกเราถือศีล5ก็พอแล้วศีล5ไว้ก่อนแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมอย่าเชื่ออะไรซึ่งไม่มีเหตุมีผล ชาวพุทธเราต้องมีเหตุมีผล#ถัดจากนั้นพยายามมาเรียนรู้ความจริงตรงไหนบ้างที่เรารู้สึกว่ามันคือตัวของเราดูลงไปตรงนั้นเลย#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า ตอบกลับ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol 13 วันที่ผ่านมา #ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า#เลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#ทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#เราฝึกไปจนกระทั่งใจเข้าสู่ความเป็นกลางเป็นกลางและบุญบารมีทั้งหลายเราก็สะสมของเราไป#เวลาวัดการปฏิบัตินะว่าดีหรือไม่นี่เราไม่ได้วัดเป็นรายวันเราจะวัดคล้ายคล้าย เกรดเฉลี่ยเกรดเฉลี่ย#คือจิตใจของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยเรื่อย #จิตใจที่เข้มแข็งเติบโตขึ้นมาเนี่ยเมื่อมันมีบารมีมากขึ้นนะ#มันสะสมมาจากการสร้างความดีนานาชนิดนะเป็นพลังของจิต #บางคนเจริญสติอย่างเดียวนะความดีอื่นไม่เอาเลย#เจริญสติเจริญปัญญาอย่างเดียวเรื่องอื่นไม่เอาเลยนะ#เรื่องศีลเรื่องอะไรไม่เอาทั้งนั้นเลยพวกนี้จิตไม่มีพลัง #อย่างมีสมาธิบางคนก็ทำสมาธิเจริญปัญญา ศีลไม่รักษา #จิตจะไม่มีพลัง และพลังของจิตตัวนี้มันเป็นมวลรวม #เป็นพลังรวมจากความดีทุกทุกอย่าง #ที่สะสมไว้ เรียกว่าบารมีต่างๆพอสะสมบารมีต่างๆมากพอแล้ว #จิตจะเกิดพลังที่จะก้าวกระโดด จะเกิดเปลี่ยนเรียกว่าเปลี่ยนโคตรเปลี่ยนตระกูลได้ #พวกเราตอนนี้เรามีอยู่ในตระกูลเดียวกันทั้งหมดนะ#คือตระกูลปุถุชนเป็นปุถุชน #เมื่อจิตมันมีบุญบารมีมากพอ มีพลังมากพอ เจริญสติเจริญปัญญา #มากพอมันจะก้าวกระโดดเปลี่ยนตระกูลไป #ไปอยู่ในตระกูลของโลกุตตระ ตระกูลของพระอริยะ #เราจะรู้สึกเลยว่าเรามีพ่อมีแม่ที่แท้จริงนะ #พ่อแม่ของเราในชาตินี้ก็จริงนะเป็นพ่อแม่จริง #แต่เป็นในชาตินี้แต่พ่อแม่ของเราในสังสารวัฏ นี้ คือ #พระพุทธเจ้า เราจะรู้สึกว่า เรารู้แล้วล่ะว่า พ่อแม่ของเราคือใคร #พี่น้องของเราคือใคร มันจะรู้สึกอย่างนั้น #เรารู้แล้วว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน เพราะเราหลงออกมาจากบ้าน #คล้ายคล้ายอย่างนั้นนะ คล้ายคล้ายเด็กหลงทาง #เราเป็นเด็กหลงทาง เด็กบางคนหลงทางมานาน #จนไม่รู้ว่าตัวเองมีบ้านอยู่ พวกเรานี่คือเด็กที่หลงทางมานาน #เราไม่รู้ว่าเรามีบ้านที่แท้จริง เราก็ไม่คิดที่จะกลับ นี้ #พระพุทธเจ้าเมตตากรุณา สูงนะ #ท่านอุตส่าประกาศธรรมะออกมา ลำบากขันท์มากเลยนะ #ในการประกาศธรรมะ คล้าย คล้าย สอนวัว สอนควาย ให้ขึ้นต้นไม้นะ ไม่ใช่ง่ายๆนะ #สอนให้คนละกิเลส ดีไม่ดีมันก็แว้งเอานะ มันโกรธเอา #ท่านอุตส่าทำ ท่านก็ชี้ทางให้เรา พอเราเริ่มเดินไป เดินไป #ถึงจุดที่เรารู้ความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี รูปธรรม นามธรรม มีอยู่ แต่ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ตัวเรา #การกระทำ นะ มีอยู่แต่ไม่มีผู้กระทำ ใจมันอย่างนี้ #มันรู้จักความจริงของธรรมะละ #มันล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน#ล้างความเห็นผิดในเรื่องวิธีปฏิบัติ #ไม่งมงาย #หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ใจได้พระโสดา #เป็นพระโสดาบัน คล้ายเด็กหลงทาง #ที่รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน #รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร รู้ว่าพี่น้องเรามี #คือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย #แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น #ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ ไม่คลอนแคลน ละ #เราก็ขยันภาวนา ไปเรื่อย บางคนก็ใช้เวลานานหน่อย #อินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา 7 ชาติ 7 ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว ภาวนาไปเรื่อย เรื่อย #สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน ถึงบ้านแล้วโฮ้ย #หาบ้านแทบตาย บ้านอยู่ที่นี่เอง หาซะรอบจักรวาล #อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง #จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การสำเร็จมรรคผล#ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่สําเร็จด้วยใจ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้ กระทู้คำถาม ศาสนาพุทธ ความจริงเกี่ยวกับความจำที่อาจไม่สนุกนัก และนับเป็นเรื่องน่ากลัวของสังสารวัฏก็คือ ธรรมชาติเองก็เล่นเกม "ลบความทรงจำ" ปล่อยให้เราทำดีทำชั่ว และรับผลดีผลชั่วอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้มานับชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจำได้ ว่าตัวเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างที่เป็น และทำไมต้องเจอกับอะไรที่เจอ ความทรงจำในอดีตชาติของเราถูกลบเลือนไปสิ้นในช่วงแห่งภวังค์ ๙ เดือนในท้องแม่ ถ้าเราจำได้ว่าเคยทำอะไรไว้ เคยถูกลงโทษไว้สาหัสสากรรจ์จนทุกข์ทรมานเพียงไหน เราคงไม่กล้าอีก... ที่จะทุจริตฉ้อโกง ทำร้ายหรือทำลายชีวิตใคร ฯลฯ อย่างน้อยย่อมมีความเข็ดขยาดอย่างแรงกล้า แม้สิ่งยั่วยุตรงหน้าจะล่อใจเพียงใดก็ตาม เหมือนเด็กที่รู้แล้วว่าการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟมันเจ็บปวดขนาดไหน แล้วเข็ดที่จะทำอีก แต่เพราะเราจำไม่ได้ และเราต่างก็ยังดำเนินชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยความไม่รู้ และไม่สนใจกระทั่งที่จะศึกษาเรียนรู้ เราก็ได้แต่เสี่ยงผิดเสี่ยงถูก ทำอะไรกันไปตามสัญชาตญาณเพื่อสนองกิเลสเฉพาะหน้าเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยเปรยขึ้นมาครั้งหนึ่งนะว่า "ถ้าเราความจำดีนะ... จะหนาว..." ท่านพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเงียบครู่หนึ่งอย่างนั้น จนทำให้รู้สึกว่าคำว่า "จะหนาว" คำนั้น น่ากลัวและเย็นยะเยือกเกินจินตนาการยิ่งนัก "ถ้ามองย้อนลงไป... มองย้อนลงไป...ได้นะ จะหนาวจริง ๆ สังสารวัฏนี้น่ากลัว เพราะมันปิดบังตัวเองได้" "นรกผ่านมาแล้วทุกคนนะ เดรัจฉานเป็นมาแล้วนะ เป็นกันมาหมดแล้ว..." หลวงพ่อท่านต่อท้ายไว้เสียน่าหนาวสันหลัง เคยคิดไหมคะว่า เราเคยทำอะไรไว้บ้าง แล้วที่คิด ๆ ทำ ๆ อยู่ทุกวันนี้ จะซัดเราไปสู่อัตภาพแบบไหนหลังความตายได้อีก เดรัจฉาน หรือนรกนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยเลย เราเดิน ๆ กันอยู่แค่ปากเหวนี่เอง ถ้าเป็นมนุษย์กิเลสหนาอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีความสามารถระลึกถึงอดีตชาติเช่นนั้นได้ ก็คงรับผลไปอย่างงง ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองนั่นแหละที่สร้างเหตุแห่งความเป็นเช่นนี้ไว้ "ความจำ" มีศัพท์เทคนิคในทางพุทธศาสนาอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า "สัญญา" ซึ่งไม่ได้หมายถึงคำมั่นสัญญานะ แต่มีความหมายถึง ความจำได้หมายรู้ พระพุทธเจ้าท่านพูดถึง สัญญา หรือความจำนี้ ว่าไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นประกันได้เลยว่า เกิดใหม่เราจะเป็นอย่างไร จะคิดอย่างไร ไม่ว่าชาตินี้เราจะเป็นคนแสนดี หรือรู้จักจดจำข้อธรรมได้มากมายแค่ไหนก็ตาม พอตายแล้วเกิดใหม่ เราก็จำไม่ได้อยู่ดี และถ้าเราเป็นคนเลวในอนาคต ก็ต้องรับกรรมด้วยการไปเกิดในอบาย

การบรรลุมรรคผลนิพพาน#ธรรมไม่เนิ่นช้า#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม​...